มูลนิธิคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล จัดสัมมนาพิเศษ “เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับโอกาส และภัยคุกคามจาก AFTA ต่ออุตสาหกรรมสุขภาพ”

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ณ โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ ภญ.รศ.ดร. จันทรา ชัยพานิช ประธานมูลนิธิคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามจาก AFTA ต่ออุตสาหกรรมสุขภาพ”โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิร่วมสัมมนา อาทิ ภก.ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี, พจ.ภก.ดร.พิศาล จันทฤทธิรัศมี, ภก.ไชยแสน พิศาลวาเลิศ, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, ดร.วิไล บัณฑิตานุกูล

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area, AFTA) ซึ่งมีประชากรกว่า 500 ล้านคน เขตการค้าเสรีอาเซียนเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งต่อไปจะรวมเป็น ASEAN Economic Community (AEC) ในปี 2558 และจะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย รวมทั้งอุตสาหกรรมสุขภาพ อันได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์ งานบริการและบุคลากรวิชาชีพ ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสุขภาพจึงควรตระหนักถึงความเป็นไปของ AFTA และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งการแข่งขัน การปฏิบัติตามกฎกติกา หรือแม้แต่ความร่วมมือในระดับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้าสุขภาพ ทั้งยา สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง หรือผู้ให้บริการในระบบสุขภาพ เช่น สถานพยาบาล และบุคลากรสุขภาพ

 มหาวิทยาลัยมหิดล โดย มูลนิธิคณะเภสัชศาสตร์ เล็งเห็นความสำคัญของเขตการค้าเสรีอาเซียน และผลกระทบที่จะขึ้นกับอุตสาหกรรมสุขภาพ รวมทั้งวิชาชีพด้านสุขภาพต่างๆ จึงจัดการสัมมนาพิเศษขึ้น เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบสุขภาพ ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจบริการและอุตสาหกรรมด้านยา สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

 ในการสัมมนา ภก.ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี ประธานคณะกรรมการประเด็นเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ร้านขายยาเป็นสิ่งที่ล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงที่สุด เพราะการบังคับใช้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area,AFTA) ที่เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2553 ระบุว่าในปี 2558 การค้าและการบริการทุกประเภทจะเปิดอย่างเสรี ดังนั้นย่อมต้องมีทุนต่างชาติเข้ามา

 ทั้งนี้ หากร้านขายยารายย่อยยังไม่มีการปรับตัวให้ได้มาตรฐานมีโอกาสหายไปกว่า 50% เพราะจุดอ่อนของร้านขายยาคือการตั้งอยู่กับที่ ดังนั้นเมื่อบังคับใช้เขตการค้าเสรีแล้วจำเป็นต้องปรับตัวออกไปนอกสถานที่ให้เป็นจุดศูนย์กลางของการให้บริการด้านสุขภาพ อาทิ การมีพนักงานให้ข้อมูลประจำร้าน การขายยาทางอินเทอร์เน็ต

 ดังนั้น ที่สำคัญร้านขายยาจำเป็นต้องจับมือกันรวมเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมร้านขายยา เพื่อสร้างเครือข่ายและความเข้มแข็งทางธุรกิจ ให้รอดจากการแข่งขันโดยทุนข้ามชาติ

 ภก.ดร.นิลสุวรรณ กล่าวว่า ประเทศแรกๆ ที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนร้านขายยาคือ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ แต่ตามกฎหมายแล้วเมื่อคนไทยถือหุ้น 51% ต่างชาติถือ 49% ร้านก็ยังเป็นสัญชาติไทยอยู่ และคนไทยก็จะได้รับประโยชน์ความร่วมมือของต่างชาติ อย่างไรก็ตามข้อตกลงระบุให้ทุนต่างชาติเป็นได้เพียงเจ้าของ ส่วนการให้บริการอื่นๆ ยังต้องเป็นคนท้องถิ่นของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ ข้อมูลจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ประเทศไทยมีร้านขายยาประมาณ 1.7 หมื่นแห่ง แต่มีเพียง 4% ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------