ม.มหิดล ผนึกกำลังเครือข่ายความร่วมมือสร้างมหาวิทยาลัยแห่งความสุข สร้างบุคลากรคุณภาพรับการแข่งขันระดับโลก


 

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 ณ ห้องแซฟไฟร์ 103 อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม กรุงเทพ ศาสตราจารย์ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานลงนามความร่วมมือ 8 ภาคีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการเพื่อบูรณาการจัดการความสุขสู่องค์กรสุขภาวะแห่งประเทศไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภายใต้โครงการ "นวัตกรรมจัดการสร้างสุข: บูรณาการมหาวิทยาลัยแห่งความสุขสู่องค์กรสุขภาวะแห่งประเทศไทย" โดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ดำเนินการจัดทำ "แผนงานบูรณาการจัดการความสุขสู่องค์กรสุขภาวะแห่งประเทศไทย"

ศาสตราจารย์ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งในการสร้างคนและพัฒนาทางปัญญาให้มีคุณภาพเพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งการเป็นเลิศทางด้านปัญญาและความสุขนั้นจะสะท้อนจากการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข ส่งผลให้เกิด "องค์กรแห่งความสุข: Happy Workplace หรือมหาวิทยาลัยแห่งความสุข" ซึ่งการทำให้บุคลากรมีความสุขในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญยิ่งและเป็นเรื่องใหญ่ของทุกองค์กร เพื่อเตรียมพร้อมรับการแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมเป็นแหล่งประสานงานในการสร้างเครื่องมือในการบริหารจัดการความสุข จึงได้มีการทำวิจัย พัฒนาเครื่องมือสร้างความสุขในเบื้องต้น ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และสามารถขยายผลสู่มหาวิทยาลัยเครือข่ายภาคีอีก 7 แห่ง ซึ่งเครื่องมือนี้จะสามารถจำแนกบุคลากรแต่ละองค์กร, วัดข้อจำกัดด้านความสุขของแต่ละบุคคลที่มีความแตกต่างกันในรูปแบบต่างๆ สามารถผ่อนคลายความทุกข์และบรรเทาปัญหาต่างๆ ลงได้ สุดท้ายผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นผลดีต่อองค์กรและประเทศต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าโครงการจับตาสถานการณ์ความสุขคนทำงานในประเทศไทย ปี 2554 – 2557 กล่าวว่า "มหาวิทยาลัยแห่งความสุข" เกิดจากบุคลากรทุกระดับต้องมีส่วนร่วม และมีความคิดสร้างสรรค์ในการอยู่ร่วมกัน มีการทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นทีม ที่สำคัญ ผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับ รวมถึง นิสิต นักศึกษา ร่วมกันรับรู้แนวคิด ปฏิบัติ ถ่ายทอด จนกลายเป็น "วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยแห่งความสุข" โดยได้กำหนดค่าของแฮปปิโนมิเตอร์ใน 9 ด้าน คือ 1.สุขภาพดี 2.ผ่อนคลายดี 3.น้ำใจดี 4.จิตวิญญาณดี 5.ครอบครัวดี 6.สังคมดี 7.ใฝ่รู้ดี 8.สุขภาพเงินดี และ 9.การงานดี ซึ่งผลลัพธ์ของ "มหาวิทยาลัยแห่งความสุข" อาจทำให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่นำเอาระดับความสุขของบุคลากรในมหาวิทยาลัย มาเป็น "ตัวชี้วัด" หนึ่งในเกณฑ์เข้าสู่การเป็น "มหาวิทยาลัยโลก" ได้ในอนาคต

นายแพทย์ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าว ว่า พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของทั้ง 8 มหาวิทยาลัย ในการร่วมมือกันสร้างสุขให้แก่บุคคลากร และมุ่งสู่การเป็นองค์กรสุขภาวะแห่งประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ พ.ย. 2556 – พ.ย. 2558 มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความร่วมมือระดับผู้บริหารสูงสุดใน 8 ภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยแห่งความสุข ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ และบูรณาการการบริหารจัดการความสุขแก่ "นักจัดการความสุข" และสร้าง "นักสร้างสุของค์กร" ใน 8 ภาคีเครือข่ายฯ โดยจะขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยใกล้เคียง 8 มหาวิทยาลัย เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สุดท้ายคือ เพิ่มองค์กรสุขภาวะ ในประเภทมหาวิทยาลัยทุกภาคทั่วประเทศ ใน พ.ศ. 2559