งาน 45 ปี วันพระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดล


 

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ณ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ศาสตราจารย์ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานวางพานพุ่มถวายสักการะพระบรมรูป สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในโอกาส 45 ปี วันพระราชทานนาม
มหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยมหิดลมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 126 ปี นับแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานกำเนิดโรงศิริราชพยาบาล เมื่อปี พ.ศ.2431 พัฒนาเป็นราชแพทยาลัย โรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2433 และได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2486 ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน พระนามาภิไธย “มหิดล” ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ให้เป็นนามใหม่ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2512 และได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทให้พัฒนามหาวิทยาลัย ขยายขอบข่ายวิชาการให้กว้างขวางเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบเช่นในปัจจุบัน

งานเริ่มด้วยพิธีสงฆ์ ทักษิณานุประทาน ณ ห้องบรรยายศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ สำนักงานอธิการบดี, พิธีวางพานพุ่มสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พิธีเปิดนิทรรศการวิชาการ และนิทรรศการสวนสมุนไพร ณ บริเวณโถง ชั้น 1 สำนักงานอธิการบดี, ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ 8 และ พิธีแสดงมุทิตาจิตผู้อาวุโส, พิธีมอบรางวัลและเชิดชูเกียรติ รางวัลมหิดลทยากร รางวัลคนดีศรีมหิดลอาจารย์ตัวอย่าง อาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการนักศึกษา ผลงานการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตร รางวัลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานมหาวิทยาลัยดีเด่น รางวัลแม่ดีบุคลากรเด่น และผู้มีสิทธิรับเข็มเครื่องหมายมหาวิทยาลัย ปิดท้ายด้วยพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดล ณ สนามฟุตบอล 1 มหาวิทยาลัย
มหิดล ศาลายา

งานวันพระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดลปีนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แสดงปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ 8 เรื่อง “ประเทศไทยบนเส้นทางเปลี่ยนผ่าน” โดยกล่าวว่า ในหลายปีที่ผ่านมามีหลายสิ่งเกิดขึ้นกับประเทศไทย บ้างก็มาจากปัจจัยภาคนอก บ้างก็มาจากปัจจัยภายใน ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะนี้อยู่ในสภาพหดตัว เปราะบาง เนื่องจากสภาพบ้านเมืองที่ไม่ปกติ มีรัฐบาลที่ไม่แน่นอน สิ่งที่น่ากลัว คือ ถ้าเรายังปล่อยให้เป็นอย่างนี้ โดยที่ยังไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง สิ่งที่ตามมาจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของสังคมโลก ต่อการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ที่น่ากังวลมากที่สุด คือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่น่าจะเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลให้กับประเทศได้ เนื่องจากประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของ AEC พอดี ประเทศไทยจะปรับเปลี่ยนสู่ทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงขึ้นอยู่กับตัวเราจะปรับเปลี่ยนอย่างไร มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์รวมของผู้มีการศึกษาสูงสุด ถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยควรจะมาทบทวนบทบาทว่าเป็นผู้นำทางวิชาการพอหรือไม่ในเวลาที่บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ มหาวิทยาลัยควรช่วยกันคิดช่วยกันผลักดันให้เกิด research agenda ที่สำคัญต่อการปฏิรูป ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมโยงสังคม ให้ประชาชนเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมต่อไป

นอกจากนี้ ณ บริเวณลานหน้าอาคารสิ่งแวดล้อมพัฒนดล มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ได้จัดให้มี “ตลาดนัดสุขภาพ” บริการฟรี ตรวจสุขภาพทั่วไป ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทำฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน นวดแผนไทย ฝังเข็ม ปรึกษาภาวะโภชนาการ วิเคราะห์องค์ประกอบมวลกาย (BMI), กายภาพบำบัด, วัดมวลกระดูก และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพนานาชนิดของมหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol Outlet)