เครื่องดื่มเสริมแคลเซียมเพื่อคนไทย


 

โรคกระดูกพรุนเป็นอีกหนึ่งปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในอนาคตที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ “กระดูก”เป็นแหล่งกักเก็บแร่ธาตุโดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย มีภาวะที่ร่างกายจะมีการสลายกระดูกมากขึ้น เช่น ในระยะให้นมบุตรที่มีความจำเป็นต้องนำแคลเซียมไปใช้สร้างน้ำนม วัยหมดประจำเดือนและวัยชรา เป็นต้น ทำให้เกิดภาวะกระดูกบางหรืออาจเป็นโรคกระดูกพรุนได้ในที่สุด ในภาวะปกติที่ปราศจากฮอร์โมนมากระตุ้นลำไส้จะมีประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมได้ค่อนข้างต่ำ และเมื่อต้องการให้นมบุตร การที่แม่รับประทานแคลเซียมไม่เพียงพออาจทำให้ร่างกายต้องไปนำแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ เพื่อให้ทารกแรกเกิดที่ได้แคลเซียมจากน้ำนมแม่เท่านั้นได้รับแคลเซียมเพียงพอ

ศาสตราจารย์ ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล และอาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา และหัวหน้าหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้มีผลงานวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ได้เปิดเผยว่าความจริงแล้วแคลเซียมมีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกายทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบไหลเวียนโลหิต การทำงานของสมอง รวมถึงการสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก คนไทยวัยผู้ใหญ่ รวมถึงผู้ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรได้รับแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัม/วัน หรือคิดเป็นปริมาณการดื่มนมต่อวันประมาณ 3 แก้ว ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันคนไทยค่อนข้างน้อยที่สามารถบริโภคได้ตามข้อแนะนำ คือบริโภคไม่ถึง 800 มิลลิกรัมต่อวัน

ดังนั้นทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน โดยอาหารที่มีแคลเซียมสูงนั้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงนมสด นมเปรี้ยว โยเกิร์ตและชีส กุ้งแห้งตัวเล็ก ปลาเล็กปลาน้อย ปลากระป๋องที่รับประทานทั้งตัว คะน้า บรอกโคลี ถั่วขาว และงาดำ เป็นต้น แหล่งแคลเซียมในร่างกายของมนุษย์ราว 99% สะสมอยู่ในกระดูก ร่างกายจะนำแคลเซียมที่ดูดซึมจากทางเดินอาหารไปใช้สร้างกระดูก และแคลเซียมส่วนเกินจะถูกขับออกทางไต การรับประทานอาหารจนได้รับแคลเซียมเกินนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากร่างกายมีกลไกในการจำกัดการดูดซึมแคลเซีมส่วนที่เกิน ในขณะที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรต้องใช้แคลเซียมในปริมาณมาก ราว 200 มิลลิกรัม/วันเพิ่มเติม เพื่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และการสร้างน้ำนมทำให้คุณแม่ที่รับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียแคลเซียมจากกระดูก และบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากที่เราทราบกันว่ากระดูกเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมที่มากที่สุด เมื่อร่างกายต้องการแคลเซียมในประมาณมากก็จะไปดึงแคลเซียมที่กระดูกออกมาใช้ก่อน แคลเซียมจากนมแม่ดีที่สุด สำหรับการเจริญเติบโตของร่างกายและกระดูกของลูก ส่วนแม่ก็ต้องรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมเช่นกัน และควรงดชา กาแฟ ตลอดจนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบควบคุมสมดุลแคลเซียมของร่างกาย

ดังนั้นทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน โดยอาหารที่มีแคลเซียมสูงนั้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงนมสด นมเปรี้ยว โยเกิร์ตและชีส กุ้งแห้งตัวเล็ก ปลาเล็กปลาน้อย ปลากระป๋องที่รับประทานทั้งตัว คะน้า บรอกโคลี ถั่วขาว และงาดำ เป็นต้น แหล่งแคลเซียมในร่างกายของมนุษย์ราว 99% สะสมอยู่ในกระดูก ร่างกายจะนำแคลเซียมที่ดูดซึมจากทางเดินอาหารไปใช้สร้างกระดูก และแคลเซียมส่วนเกินจะถูกขับออกทางไต การรับประทานอาหารจนได้รับแคลเซียมเกินนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากร่างกายมีกลไกในการจำกัดการดูดซึมแคลเซีมส่วนที่เกิน ในขณะที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรต้องใช้แคลเซียมในปริมาณมาก ราว 200 มิลลิกรัม/วันเพิ่มเติม เพื่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และการสร้างน้ำนมทำให้คุณแม่ที่รับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียแคลเซียมจากกระดูก และบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากที่เราทราบกันว่ากระดูกเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมที่มากที่สุด เมื่อร่างกายต้องการแคลเซียมในประมาณมากก็จะไปดึงแคลเซียมที่กระดูกออกมาใช้ก่อน แคลเซียมจากนมแม่ดีที่สุด สำหรับการเจริญเติบโตของร่างกายและกระดูกของลูก ส่วนแม่ก็ต้องรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมเช่นกัน และควรงดชา กาแฟ ตลอดจนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบควบคุมสมดุลแคลเซียมของร่างกาย

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยที่ทรงคุณค่าของประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ศาสตราจารย์ ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ ได้ศึกษาวิจัยด้านกระดูกและสมดุลแคลเซียม โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพกระดูกที่ดีโดยเน้นให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพื่อให้ได้ปริมาณแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายตามข้อแนะนำ อย่างไรก็ตามพึงระลึกเสมอว่า การรับประทานแคลเซียมต้องยึดหลักทางสายกลางเช่นกัน นั่นคือการรับประทานแคลเซียมที่สูงกว่าปริมาณที่กำหนด นอกจากจะทำให้สูญเปล่าโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจได้รับอันตรายจากการรับประทานแคลเซียมมากจนเกินไปด้วย เมื่อสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว จะทำให้สัดส่วนของผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้นอกจากภาวะหมดประจำเดือนและความเสื่อมเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุจะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคกระดูกพรุนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น เช่น โรคเบาหวาน โรคธาลัสซีเมีย โรควิตกกังวลและซึมเศร้า การที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพกระดูกที่ดีนั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ที่ครอบคลุมหลายระดับและหลายด้าน เนื่องจากสมดุลแคลเซียมเกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย ตั้งแต่ทางเดินอาหาร กระดูก ไต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบประสาท ดังนั้นงานวิจัยด้านนี้จึงต้องอาศัยความพร้อมของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานที่เป็นที่รวมของบุคลากรหลากหลายสาขาที่มากความสามารถ