สมองใส เด็กไทย(ต้อง)ไม่..เฉื่อย


 

สังคมไทยตื่นตัว หลังล่าสุด ผลการสำรวจการมีกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมเนือยนิ่งของคนไทย พ.ศ. 2559 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ชัดถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับวิถีการใช้เวลาในแต่ละวันของเด็กไทย ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และยังมีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงถึง 13.08 ชั่วโมงต่อวัน อันจะส่งผลเสียโดยตรงต่อการพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กๆ อย่างร้ายแรง

องค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำในเรื่องกิจกรรมทางกายว่า เด็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายสะสมวันละอย่างน้อย 60 นาที เพราะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้เป็นไปอย่างสมวัย แต่สถานการณ์ในปัจจุบันของเด็กไทย ผลจากการสำรวจโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคมพบว่า เด็กไทยมีกิจกรรมทางกาย วิ่งเล่น และเคลื่อนไหวร่างกายสะสมโดยเฉลี่ยเพียงวันละ 42 นาทีเท่านั้น ขณะที่พฤติกรรมเนือยนิ่งและพฤติกรรมหน้าจอเฉลี่ยกลับสูงถึง 13.08 ชั่วโมง และ 3.09 ชั่วโมง ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองพฤติกรรมดังกล่าวจัดอยู่ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์แนะนำถึง 1 ชั่วโมงเศษ

ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา และคณะผู้วิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำการติดตามเฝ้าระวังในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี จึงได้ร่วมมือกันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชิงกระบวนการเพื่อ ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งและส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในเด็กและวัยรุ่นไทย (อายุ 6-17 ปี) หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ คือ ทำให้เด็กไทย...ไม่เฉื่อย โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับ 12 โรงเรียนต้นแบบในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายและลดพฤติกรรมเนือยนิ่งเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ของเด็กๆ อย่างรอบด้าน สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามยุทธศาสตร์ “ประเทศไทย 4.0” และนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีความหลากหลายและเกิดประสิทธิผลอย่างสูงสุดมากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการวิจัย “เด็กไทย...ไม่เฉือย” นี้ นับว่าเป็นโครงการวิจัยแรกๆ ของประเทศไทยที่หยิบประเด็นเรื่องพฤติกรรมเนือยนิ่งมาดำเนินการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม

กระบวนการดำเนินงานโครงการ “เด็กไทย...ไม่เฉื่อย” เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บริหาร คณาจารย์และบุคลากรในสถานศึกษา รวมถึงผู้ปกครองนักเรียน ให้เล็งเห็นความสำคัญของการเคลื่อนไหวออกแรงที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก สร้างความตระหนักถึงผลกระทบของการมีพฤติกรรมเนือยนิ่งและการใช้งานหน้าจอ หลังจากนั้น ผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ และกลุ่มนักเรียนแกนนำ ร่วมกันพัฒนากิจกรรมต้นแบบเพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่งและส่งเสริมกิจกรรมทางกาย โดยมีจุดเน้นที่ความสอดคล้องตามช่วงวัย ความสนใจของนักเรียน และบริบทของโรงเรียน โดยมีคณะวิจัยทำหน้าที่สนับสนุนเชิงวิชาการ

 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลังจากดำเนินการไปแล้ว 1 ปี พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองของโครงการมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีพฤติกรรมเนือยนิ่งสะสมต่อวันลดน้อยลง มีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 30 นาทีต่อวัน ขณะเดียวกัน ทางคณะวิจัยได้สังเคราะห์นวัตกรรมเชิงกระบวนการที่เรียกว่า 4Pc เพื่อเข้าไปจัดการองค์ประกอบต่างๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อันประกอบด้วย 1) นโยบายเพื่อ สุขภาวะ 2) การจัดสรรเวลาและกิจกรรม 3) กระตุ้นครูและนักเรียน 4) พื้นที่สุขภาวะ และ 5) ห้องเรียนฉลาดรู้ โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด ทั้งนี้เพื่อความยั่งยืนของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว

ปัจจุบัน นวัตกรรมเชิงกระบวนการและต้นแบบกิจกรรมที่ได้จากโครงการวิจัยดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้เพื่อขยายผลภายใต้การขับเคลื่อนเชิงนโยบายจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้โครงการวิจัย “โรงเรียนฉลาดเล่น” จาก 12 โรงเรียนในโครงการเดิมขยายเพิ่มเติมอีก 15 โรงเรียนในปัจจุบัน จนถึงวันนี้ มีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการวิจัยนี้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ซึ่งทางคณะผู้วิจัยเองตั้งใจที่จะขยายผลโครงการในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อสร้างพื้นฐานทางด้านการเรียนรู้ของเด็กไทยให้เป็นไปอย่างสมวัยและรอบด้านตามเป้าหมายสูงสุดของโครงการ