ที่มาแห่งตรามหาวิทยาลัยมหิดล

ชาญณรงค์ พุ่มบ้านเช่า

หากจะกล่าวถึงที่มาของตราของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยนั้น ทุกคนย่อมจะภาคภูมิใจในสัญลักษณ์แห่งสถาบันของตนเอง แต่สำหรับมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว มิใช่เป็นเพียงแต่ความภาคภูมิใจเท่านั้น หากยังแสดงถึงความจงรักภักดีอย่างลึกซึ้งต่อราชสกุล “มหิดล” ราชสกุลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงสองพระองค์ อันก่อให้เกิดความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและพระกรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ในราชสกุลมหิดลทุกพระองค์ที่ทรงพระราชทาน แก่พวกเราชาวมหาวิทยาลัยมหิดลอย่างหาที่สุดมิได้

นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2512 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ได้รับ พระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าพระราชทานนามมหาวิทยาลัย “มหิดล” อันเป็นพระนามาภิไธยแห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ดังพระราชปรารภความตอนหนึ่งว่า “โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์ จึงให้จัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยใหม่เรียกว่า “มหาวิทยาลัยมหิดล” มีขอบเขตดำเนินงานกว้างขวางยิ่งขึ้น” (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 86 ตอนที่ 7 หน้าที่ 5 – ผู้เขียน)

 

ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 86 ตอนที่ 7 หน้าที่ 5

หลังจากนั้นล่วงมาได้ 53 วัน ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลในขณะนั้น ได้เรียกประชุมคณบดีเพื่อกำหนดตรามหาวิทยาลัยโดยที่ประชุมมีมติให้อัญเชิญตราส่วนพระองค์มาเป็นต้นแบบตรามหาวิทยาลัย และได้มีหนังสือจากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ สร.2301/5596 ลงวันที่ 23 เมษายน 2512 เรื่อง ขอพระราชทานตรามหาวิทยาลัยมหิดล ทูล ราชเลขาธิการ ความว่า

“ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้พระราชทานพระนาม “มหิดล” เป็นชื่อมหาวิทยาลัยแล้วนั้น บัดนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความจำเป็นต้องใช้ตรามหาวิทยาลัยใหม่ ที่ประชุมคณบดีจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกันและมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรอัญเชิญตราส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชบิดาฯ (พระยศขณะนั้น-ผู้เขียน) ซึ่งทรงใช้เป็นประจำในหนังสือส่วนพระองค์ มาเป็นตรามหาวิทยาลัยมหิดล ดังที่ได้แนบเสนอมาพร้อมกับหนังสือนี้ 1 เล่มด้วยแล้ว แต่ที่ประชุมยังสงสัยว่ามงกุฎในตรานั้น จะยังไม่เป็นที่ถูกต้อง จึงทูลมาเพื่อขอได้โปรดนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชวินิจฉัยเรื่องพระมงกุฎและขอพระบรมราชานุญาตใช้ตราดังกล่าวเป็นตราประจำมหาวิทยาลัยมหิดลต่อไป การจะควรประการใดสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ”

 

จดหมายจากมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง ขอพระราชทานตรามหาวิทยาลัยมหิดล

ซึ่งแบบร่างตราที่มหาวิทยาลัยมหิดลแนบเสนอไปทูลเกล้าฯ ในครั้งนั้น เมื่อค้นเอกสารจากงานจัดเก็บและรักษาเอกสาร กองกลาง สำนักงานอธิการบดี พบแฟ้มเลขที่ 4.1.1 ที่มาของสี ตรา ต้นไม้สัญลักษณ์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีเอกสารบันทึกข้อความ หัวกระดาษมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ธนบุรี ลงวันที่ 18 เมษายน 2512 ความว่า

“เสนอท่านอธิการบดี ท่านคณบดีคุณหมอสุดได้เสนอตราของมหาวิทยาลัยและยืนยันว่าได้ขยายมาจากหัวกระดาษจดหมายของท่าน (สมเด็จพระบรมราชชนก-ผู้เขียน) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ลงชื่อ กษาน จาติกวนิช” และศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในขณะนั้นท่านได้สั่งการดังต่อไปนี้

ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์
อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยมหิดล

ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร
อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล

“ศาสตราจารย์สุด กรุณาให้เจ้าหน้าที่เขียนลงบนกระดาษที่หนาพอสมควรสัก 3 แผ่น เพื่อถวายในหลวงทอดพระเนตร 1 สมเด็จพระราชชนนี 1 และเพื่อทำ Block 1 เมื่อทรงเห็นด้วย ลงชื่อ ชัชวาล โอสถานนท์ 18 เมษายน 2512 ” และอีกข้อความหนึ่งว่า “ศาสตราจารย์สวัสดิ์ ลองติดต่อคุณทวีสันต์ว่าจะต้องเข้าเฝ้าหรือส่งแบบตราไปถวายทอดพระเนตรฯ (ได้พูดกับศาสตราจารย์กษานไว้ด้วยแล้ว) ลงชื่อ ชัชวาล โอสถานนท์ 24 เมษายน 2512”ธนบุรี

 

เอกสารบันทึกข้อความ หัวกระดาษมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช

ซึ่งในแฟ้มเอกสารดังกล่าวนั้นยังได้พบตรามหาวิทยาลัยมหิดลแบบแรกที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้มอบหมายให้นายแพทย์นันทวัน พรหมผลิน ผู้อำนวยการโรงเรียนช่างภาพทางการแพทย์ (โรงเรียนเวชนิทัศน์ สถานเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาลในปัจจุบัน-ผู้เขียน) เป็นผู้ออกแบบ โดยมีอาจารย์กอง สมิงชัย อาจารย์โรงเรียนช่างภาพทางการแพทย์เป็นผู้ช่วยร่างแบบ ซึ่งแบบตราดังกล่าวได้นำตราของมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ซึ่งเดิมเป็นตรางูพันคบเพลิงในวงกลมซ้อนสองวง ระหว่างวงกลมมีภาษาบาลีเขียนด้วยอักษรไทยว่า “อตฺตานํ อุปมํกเร” ครึ่งล่างมีคำว่า “มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์” คั่นด้วยลายดอกประจำยาม นำมาปรับใช้โดยนำตรางูพันคบเพลิงออก แล้วอัญเชิญตราส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชบิดาเข้าแทน และเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยจาก มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เป็น มหาวิทยาลัยมหิดล โดยให้คงภาษาบาลีคำว่า“อตฺตานํ อุปมํกเร”ไว้ เมื่อออกแบบเสร็จแล้วจึงนำเสนอทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย

ตรามหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์

ตรามหาวิทยาลัยมหิดลแบบแรก
ออกแบบโดย นายแพทย์นันทวัน พรหมผลิน
และอาจารย์กอง สมิงชัย

และจากการสอบถาม ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์สรรใจ แสงวิเชียร ที่ปรึกษาคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญในพระราชกรณียกิจสมเด็จพระบรมราชชนก ได้ให้ข้อมูลว่า ตราที่เสนอทูลเกล้าถวายในครั้งนั้นเป็นตราประจำพระองค์ ซึ่งเป็นตราประทับในหนังสือส่วนพระองค์และสมุดบันทึกคำสอนในสมเด็จพระบรมราชชนก และตราประจำพระองค์นี้นั้นถือเป็นตราประจำพระองค์ขององค์ผู้เป็นต้นราชสกุล “มหิดล” จึงถือว่าตรานี้เป็นตราประจำราชสกุลมหิดลอีกด้วย

เหตุที่ตรามหาวิทยาลัยมหิดลแบบแรกยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบันนั้น สืบเนื่องมาจากศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีดำริให้ศาสตราจารย์นายแพทยสุด แสงวิเชียร จัดทำตราดังกล่าวเป็น 3 ตรา อัดลงบนกระดาษที่หนาพอตามเอกสารบันทึกข้อความหัวกระดาษมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วนั้น โดยตราที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้คือตราที่ใช้ในการจัดทำบล็อก และนำตราที่จะไปจัดทำบล็อกนั้นเก็บรักษาไว้ที่นายอร่าม สิทธิสาริบุตร ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในขณะนั้น ตามเอกสารบันทึกข้อความหัวกระดาษ “นันทวัน พรหมผลิน พบ. แผนกกายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล” ความว่า

“25 เมษายน 2512

เรียน คุณอร่าม ครับ

อาจารย์หมอสวัสดิ์ สกุลไทย ได้สั่งให้อัดแล้วให้เอามาไว้ที่คุณอร่าม บอกว่าสำหรับเก็บไว้ เผื่อจะมีใครๆ เขาต้องการ

ใครๆ ในที่นี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าคือใครๆ จะให้แน่ลองถามอาจารย์หมอสวัสดิ์ดูอีกทีก็แล้วกันนะครับ

ลงชื่อ นัทวัน พรหมผลิน”

 

เอกสารบันทึกข้อความหัวกระดาษ
“นันทวัน พรหมผลิน พบ.
แผนกกายวิภาคศาสตร์
คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล”

 

 

ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ คำว่าใคร ๆ ของศาสตราจารย์นายแพทย์สวัสดิ์ สกุลไทย ในสมัยนั้น ท่านก็อาจจะหมายถึงพวกเราชาวมหาวิทยาลัยมหิดลในรุ่นหลังจากท่านอีก 40 ปี ต่อมาแล้วก็เป็นได้ เพราะเอกสารชิ้นที่ท่านได้สั่งให้เก็บไว้นั้น ปัจจุบันเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจยิ่งของพวกเรามหาวิทยาลัยมหิดล

ส่วนตรามหาวิทยาลัยสองตราแรกที่ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีดำริให้จัดทำนั้น คาดว่าจะส่งไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหนึ่งตรา และถวายสมเด็จพระราชชนนี (สมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนี พระยศขณะนั้น-ผู้เขียน) อีกหนึ่งตรา ดังเอกสารหนังสือจากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ สร.2301/9328 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2512 เรื่อง การเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชชนนีฯ เรียน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ความว่า

“ตามที่ผู้แทนมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งประกอบด้วยอธิการบดี ,รองอธิการบดีและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชชนนีฯ เมื่อวันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน 2512 ณ พระราชวังไกลกังวล นั้น นับเป็นพระกรุณาอย่างยิ่ง ทางมหาวิทยาลัยใคร่ขอความกรุณาได้โปรดกราบทูลเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า

1. ขออัญเชิญสมเด็จพระราชชนนีฯ ให้ทรงเป็นประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยมหิดล

2. ขอพระราชทานคำปรึกษาเรื่องตรามหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งควรจะมีความแตกต่างกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

3. ขอพระราชทานสีประจำมหาวิทยาลัย


ทั้งนี้สืบเนื่องจากที่ประชุมคณบดีได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ใคร่ขอพระราชทานสีที่สมเด็จพระราชบิดาฯ ทรงโปรดเป็นพิเศษ เพื่อจะได้นำมาใช้เป็นสีประจำมหาวิทยาลัยมหิดลสืบไป

จึงเรียนมาเพื่อได้โปรดนำความกราบทูลพระกรุณาทราบฝ่าพระบาทและทรงพิจารณาและขอได้โปรดตอบให้ทราบด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง”

 

จดหมายจากมหาวิทยาลัยมหิดล
เรื่อง การเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชชนนี ฯ

 

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2512 มีหนังสือจากวังสระปทุม ลงนามโดย หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล เลขานุการในพระองค์ฯ เรียน ท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง ขอประทานกราบทูลเชิญสมเด็จพระราชชนนี ฯ เป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยมหิดล ฯ ความว่า

“ตามหนังสือที่อ้างถึง ขอให้ความขึ้นกราบทูลสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาล เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยมหิดล นั้น

ได้นำความขึ้นกราบทูลแล้ว ทรงยินดีรับเป็นประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยมหิดลดังที่ได้กราบทูลเชิญมา สำหรับเรื่องสีนั้น ทรงโปรดสีน้ำเงินเป็นสีประจำมหาวิทยาลัย ส่วนจะเป็นสีน้ำเงินแก่หรือน้ำเงินอ่อนนั้น ได้มีกระแสพระดำรัสเป็นการภายในกับท่านอธิการบดีเมื่อวันเข้าเฝ้าแล้ว

อนึ่ง เรื่องขอพระราชทานคำปรึกษาเกี่ยวกับตราประจำมหาวิทยาลัยนั้น ทรงมอบเรื่องไว้ที่สำนักราชเลขาธิการเรียบร้อยแล้ว ขอให้ท่านได้ติดต่อกับสำนักราชเลขาธิการเพื่อดำเนินการต่อไป”

 

จดหมายจากราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระยศในขณะนั้น-ผู้เขียน)
เรื่อง ขอประทานกราบทูลเชิญสมเด็จพระราชชนนี ฯ

เป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยมหิดล ฯ

ส่วนตราอีกหนึ่งที่ได้เสนอทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอ พระบรมราชวินิจฉัยไปนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานแก่หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี สถาปนิกพิเศษประจำสำนักพระราชวังเพื่อเป็นต้นแบบในการปรับแก้ไขตรีและพระมหามงกุฏของตราให้เป็นแบบไทย (จากหนังสือช่างหลวง ผลงานสถาปัตยกรรมไทย ของหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี หน้า 319 และหน้า 395 -ผู้เขียน)

ตรามหาวิทยาลัยมหิดล ออกแบบโดยหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี

หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี
สถาปนิกพิเศษประจำสำนักพระราชวัง

แล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่มหาวิทยาลัยมหิดล ตามจดหมายสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล 0002/2979 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2512 เรื่อง พระราชทานตรามหาวิทยาลัยมหิดล ความว่า

“ตามที่มหาวิทยาลัยมหิดลขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทาน ตรามหาวิทยาลัย ความแจ้งอยู่แล้วนั้น ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานตรามหาวิทยาลัย ตามแบบตราที่แนบมาพร้อมหนังสือนี้”

 

จดหมายสำนักราชเลขาธิการ เรื่อง พระราชทานตรามหาวิทยาลัยมหิดล

 

และทั้งหมดนี้คือเหตุแห่งที่มาของการพระราชทานตรามหาวิทยาลัยมหิดล นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราประจำพระองค์ของสมเด็จพระมหิตาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ให้แก่พวกเราชาวมหาวิทยาลัยมหิดล แสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยอันประกอบไปด้วยพระเมตตาที่ทรงพระราชทานแก่ชาวมหาวิทยาลัยมหิดลอย่างหาที่สุดมิได้ ดังความในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่ชาวมหาวิทยาลัยมหิดล ในโอกาสเสด็จฯ ทรงดนตรีเป็นการส่วนพระองค์ ณ สวนอัมพร พระราชวังดุสิต เมื่อวันเสาร์ ที่ 29 กรกฏาคม 2513 ตอนหนึ่งว่า

“และโดยเฉพาะผู้ที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็ถือต่างเป็นลูกของท่าน ก็นับว่าเรามีสิ่งที่ใกล้เคียงกัน เพราะว่าเป็นลูกของท่านเหมือนกันและนับได้ด้วยว่ามีพี่น้องจำนวนมากน่าชื่นใจ คนที่เป็นพี่น้องกันควรช่วยกันเสมอ มีความสามัคคีกัน เพื่อที่จะให้วงศ์ตระกูลชื่อเสียงของตนดี สร้างสรรค์ให้ทำประโยชน์ให้ส่วนรวมมีความเจริญก้าวหน้า”

พวกเราชาวมหาวิทยาลัยมหิดทุกคนควรน้อมนำพระบรมราโชวาทในครั้งนี้ ใส่ไว้ เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตราบนิจนิรันดร์

เอกสารอ้างอิง

 

คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, สำนักงาน. (2537). ประมวลภาพเหตุการณ์งานฉลองพระราชสมภพ
ครบ 100 ปี 2535 : สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก. กรุงเทพฯ :

 

แน่งน้อย ศักดิ์ศรี ,ม.ร.ว. (2539). ช่างหลวง : ผลงานสถาปัตยกรรมไทย ของ หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ
เกษมศรี . พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพ : สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์.

 

บริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล, กอง. แฟ้มเอกสารชื่อตรามหาวิทยาลัย.
งานการประชุมและพิธีการ

 

บริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล, กอง. แฟ้มเอกสารชื่อที่มาของสี ตรา ต้นไม้
สัญลักษณ์มหาวิทยาลัยมหิดล. เลขที่ 4.1.1. งานจัดเก็บและรักษาเอกสาร

 

พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2512. (10ธันวาคม 2551). ราชกิจจานุเบกษา
ฉบับพิเศษ ที่ 86 (ตอนที่ 17). หน้า 4 –27

 

แพทยศาสตร์ศิรราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะ. (2551). 120 ปี ศิริราช . กรุงเทพฯ :
แปลน พริ้นติ้ง.

บุคคลผู้ให้ข้อมูล

1.

ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์สรรใจ แสงวิเชียร ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

2.

นางสาววิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ หัวหน้างานหอจดหมายเหตุศิริราช

3.

นายจิระ กาญจนินทุ นักวิชาการโสตทัศนศึกษา 8 ชำนาญการ กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

สืบค้น บันทึก เรียบเรียง โดย :

ชาญณรงค์ พุ่มบ้านเช่า กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล